Search
  • Chaiyapon Chawanwanitchai

สรุปเนื้อหาจากคอร์สยิง Ads ราคาหลักหมื่น!

สรุปคอร์สเรียน ครูชัย Facebook Ads Master . . ตอนแรกว่าจะทำเพื่อส่งการบ้านชิงรางวัล แต่เห็นว่าความรู้นี้มีประโยชน์ เลยมาแชร์ให้ . เพราะเคยเป็นคนที่ไม่เป็นมาก่อนเลยอยากให้คนที่อ่านได้เข้าใจว่าการทำโฆษณาบน Facebook คร่าวๆเป็นยังไง และควรต้องรู้อะไรบ้าง . ความรู้ตามด้านล่างนี้ เพื่อนๆเอาไปปรับใช้ได้ฟรีเลยจ้า . (ถ้าครูชัยมาอ่าน ความรู้นี้ผมเขียนเป็นแนวสรุปเพื่อให้คนไม่มีความรู้ได้เข้าใจง่าย ศัพท์ที่ใช้อาจจะไม่สวยหรูเท่าที่เราใช้เรียนกันนะครับ 55+) . -------------------------------------------------------


Ep.1 Customer Purchase Funnel . กรวยการขาย(Customer Purchase Funnel) คืออะไรและจำเป็นอย่างไร กรวยการขายคือขั้นตอนการซื้อสินค้าของคนทั่วไปส่วนใหญ่ ที่ปัจจุบันเราควรต้องรู้เรื่องกรวยการขายเพราะ การแข่งขันมันสูงขึ้นเกิดเจ้าใหม่และสินค้ามากมาย แต่ประเด็นมีอยู่ว่า คนที่ซื้อสินค้าส่วนใหญ่95% จะไม่ซื้อสินค้าที่ตัวเองรู้จัก ไม่ว่าจะถูกและดีแค่ไหน เลยจำเป็นที่เราต้องเข้าใจในเรื่องกรวยการขาย . ความจำเป็นของกรวยการขายนั้นสำคัญมากในสินค้าที่เป็น Brand ที่เกิดใหม่ และนี้คือสิ่งที่แบรนด์ส่วนใหญ่พลาด เพราะคนที่ทำแบรนด์ส่วนใหญ่มักไม่รู้จักเรื่องกรวยการขาย ทำให้เค้าไม่เข้าใจตลาดและทำการตลาดต่อไปไม่ได้ ส่วนใหญ่มักจะทำให้สินค้าสวย แล้วนำมาขายเลยแล้วเน้นโปรโมชั่น แล้วสุดท้ายก็ไม่รอด . (ประสบการ์ณส่วนตัว ได้ยอดขาย แสน+ ต่อเดือนได้เพราะ รู้เรื่องนี้ แต่ยังไม่ชำนาญพอ แต่คนที่ทำได้ยอดขายหลัก ล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน มักมีการตลาดที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก) . กรวยการขายหรือ Customer Purchase Funnel ใน Online โดยจะประกอบไปด้วย . 1. Awareness การรับรู้แบรนด์ 2. Consideration การหาข้อมูล 3. Conversion การเปลี่ยนให้เค้าเป็นลูกค้า 4. Retention ทำให้เค้ามาซื้อซ้ำ . โดยหลักการทำการตลาดของกรวยการขายจะมีกระบวนการตามนี้ . 1.คนนอก- เราต้องทำ Awareness การรับรู้แบรนดฺ ของเราเพราะคนส่วนใหญ่ จะไม่ซื้อของที่เราไม่รู้จัก . 2.คนเริ่มสนใจ – เค้าจะหาข้อมูลสินค้านั้นคือ Consideration การหาข้อมูล หน้าที่เราคือต้องส่งข้อมูลในสิ่งที่เค้าอยากรู้ . 3.เค้าสนใจมากๆ - ในระดับนี้ลูกค้าอาจจะทักเราเข้ามาหรือไม่ทักก็ได้ แต่เค้าสนใจมากๆ หน้าที่เราคือต้องทำคือเปลี่ยนให้เค้ามาเป็นลูกค้าเราให้ได้ หรือเรียกว่าการ Conversion . 4.ลูกค้าประจำ – ขั้นตอนนี้เป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญเพราะ ถ้าเราดูแลลูกค้าดีจะเกิดการซื้อซ้ำและการบอกต่อ โดยที่เราจะได้การตลาดที่ดีที่สุดนั้นคือการบอกต่อของลูกค้า หรือเรียกว่า Retention ------------------------------------------------------------------ .


Ep.2 Facebook Commerce Formulas . Facebook Commerce Formulas สูตรการเพิ่มยอดขายบน Facebook หลายคนที่ขายของสักพักจะพบว่ายอดตัวเองจะนิ่งๆและก็ค่อยๆลง ปัญหานี้เป็นปัญหาทั่วไปที่พบได้ในแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ เลยเป็นเหตุให้หลายแบรนด์ใหม่ค่อยๆหายไป เพราะส่วนใหญ่คนที่ทำการตลาด Facebook ไม่เข้าใจเรื่องที่มีผลต่อยอดขายและสูตรการเพิ่มยอดดังนี้ . การทำโฆษณาบน Facebook จะต้องมีพื้นฐาน 3 อย่างนี้ . 1. การทำ Content ต้องโดนใจ มีความสำคัญอันดับ 1 2. ยิง Ad ต้องโดนกลุ่มเป้าหมาย มีความสำคัญรองลงมา . 3. ต้องมีความถี่ที่มากพอ เรื่องนี้สำคัญมากๆๆๆๆ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่ซื้อสินค้าในครั้งแรก ต้องใช้ความถี่ 5-10 ครั้ง . เรื่องที่ 2 Reach x CVR x AOV=ยอดขาย Reach คือจำนวนคนที่เข้าถึงเพจหรือโพสเรา เพราะต่อให้เราทำโฆษณาดีแค่ไหน แต่คนที่มาเห็นเพจเราน้อย ก็เท่ากับว่าลูกค้าจะน้อยลงโดยปริยาย เหมือน เราขายของในทำเลที่มีคนเดินผ่านน้อยแล้วเราไม่แก้ไขนั้นเอง . ซึ่งวิธีการเพิ่ม Reach หรือจำนวนคนเข้าถึงร้านเราใน Facebook เราจะได้ 2 วิธี คือ อัดเงินเพิ่ม ถ้าเงินมากพอก็จัดไป 555+ แต่จนวะทำไงดีวะ 😭 . แต่ Facebook ใจดีถ้าเราทำContent ตรงใจและยิงไปกลุ่มเป้าหมายถูกกลุ่มเหมือนตอนแรกที่กล่าวไว้ Facebook จะปรับให้ค่าโฆษณาเราถูกลงเท่ากับเราจะได้คนเข้าร้านเพิ่มแต่ค่าโฆษณาถูกลง โดย Facebook จะดู Engagement ของContent เรา . CVR( Conversion Rate ) คือ คนที่รู้จักเพจเราหรือโพสเรา หรือมี Something กับเพจเราต่างๆ ค้าซื้อสินค้าเรากี่คน เช่น ถ้ามาดูเพจเรา 100 คน ซื้อ 10 คน ก็คือ เราลูกค้า 10% . วิธีการเพิ่ม CVR จะเป็นขั้นตอนที่ละเอียดมากนั้นคือ การทำคอนเทนที่โดนใจ ยิงกลุ่มเป้าหมายไปต้องตรงกลุ่ม ด้วยความถี่ที่มากพอ (ขั้นตอนการเหล่านี้เดี๋ยวสรุปวิธีการคล่าวๆให้ฟังในหัวข้อถัดไปเพราะสำคัญมาก) . เพราะถ้าเราทำในขั้นตอนนี้ได้ดียอดขายเราก็จะเพิ่มขึ้นเช่น เข้าร้าน 100 ซื้อ 20 นั้นก็แปลว่ายอดเพิ่มขึ้น 2 เท่านั้นเอง . AOV (Average of Value) คือราคาเฉลี่ยในการซื้อสินค้าต่อครั้ง เช่น ขายของสินนึงราคา 500 คนขายของFacebook ส่วนใหญ่มักมองข้ามข้อนี้มาก . เพราะคนทั่วไปไม่รู้จักการเพิ่มมูลค่าการซื้อของลูกค้าแต่ละครั้ง ขาย 500 ก็ขาย 500 แล้วไปหาลูกค้าใหม่เอา . ซึ่งเราสามารถทำให้การซื้อต่อครั้งเพิ่มได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ เชียร์ขายเพิ่มโดยตรง จัดโปรให้ เสนอสินค้าพ่วง เสนอบริการอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าซื้อง่ายขึ้นมาก เพราะเค้าตัดสินใจซื้อแล้ว ยิ่งมีความคุ้มค่าให้เค้า ถ้าเค้ารู้สึกมันคุ้มค่ามากพอ เค้าจะซื้อเพิ่มแน่นอน . โดยทั้งหมดคือการเพิ่มยอดในการทำการตลาดบน Facebook นั้นเอง ------------------------------------------------------------------------ .


3 . Facebook Parameter and Monitoring บทนี้จะเกี่ยวการค่าเฉลี่ยในการทำ AD บท Facebook เพราะถ้าเราทำโฆษณาแต่อ่านค่า AD ไม่เป็นหรือไม่มีเกณฑ์วัดในใจ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก . ซึ่งที่จะพูดถึงคือเรื่อง ต้นทุนการซื้อต่อ 1 คน เรื่องนี้จะคนละเรื่องกับ AOV เพราะ AOV เป็นค่าเฉลี่ยการซื้อ แต่อันนี้คือต้นทุนการซื้อ . นั้นคือ ลูกค้าทักหาคุณมาก 1 ครั้ง ใช้ค่าโฆษณากี่บาท ซึ่งในแต่ละคนจะมีต้นทุนในใจไม่เหมือนกัน รวมถึงธุรกิจที่ต่างกันราคาที่ต่างกัน ถ้ามีใครมาบอกคุณว่าเค้ามาต้นทุนการซื้อในใจที่ 100000 บาท เพราะเค้าขายบ้าน ก็ไม่แปลก บางคนต้นทุนการซื้อ 10 บาทเพราะขายถุงเท้าก็ไม่ผิด . เพราะฉะนั้นไม่มีใครกำหนดได้ว่าคุณรับต้นทุนได้เท่าไหร่ มีแต่คุณที่กำหนดมันเอง ถ้าใครบอกต้นทุนการซื้อของคุณถูกแพงโดยที่ไม่รู้จักธุรกิจของคุณแนะนำว่า ... ให้ถีบหน้ามันได้เลยเพราะมันคือการเดา 555+ . โดยวิธีการลดต้นทุนของการซื้อนั้นจะเน้นไปที่โฆษณา เพราะตอนนี้พูดถึงหัวข้อนี้อยู่ และวิธีแก้ก็คือ การทำ AD ให้ดีขึ้น . คนส่วนใหญ่ขายของมักมี AD ตัวเดียว และไม่ทดสอบไม่แก้ไข นั้นคือการฆ่าตัวตาย เพราะการทำโฆษณาที่ดีคือการทดสอบ แล้วตัวที่เราจะต้องทดสอบจะเป็นพวก . Content จะทดสอบ หัวข้อ เนื้อเรื่อง ภาพ Video หรือแก้ AD ก็จะเป็นพวกปรับกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มเงิน หรือ เปลี่ยนวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งจะละเอียด แต่จะไม่ศึกษาไม่ได้ เพราะเราจะไม่รู้เลยว่า AD ไหนถูกหรือแพง และค่า AD มันคือต้นทุนที่เราต้องจ่าย . และเกณฑ์ชี้วัดที่เราต้องรู้ในการทำโฆษณาคือ . 1.Reach คือ จำนวนคนที่เห็นโพสเรา . 2.Impression คือ จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผล เพราะคนนึงอาจจะเห็นโฆษณาเราหลายครั้ง . 3.Frequency คือ ความถี่ คือคนนึงจะเห็นโฆษณาเรากี่ไปแล้วกี่ครั้ง และยิ่งเค้าเห็นบ่อย เค้าจะยิ่งซื้อได้ง่ายขึ้น แต่ในตรงนี้หลายคนชอบใจเสียเพราะมันคือคนที่เห็นซ้ำค่าโฆษณาเลยสูง แต่ในความจริงแล้วมันคือเรื่องปกติ . ค่าความถี่ถ้าคอนเทนขาย ไม่ควรเกิน 3 ถ้าคอนเทนที่มีคุณค่าไม่ควรเกิน 2 . 4.CTR ต้นทุนต่อการการคลิก คือ เมื่อคนเห็นโฆษณาเราเค้าคลิกที่โฆษณาหรือไม่เลื่อนผ่านมีกี่คน จะทำให้เรารู้ได้ว่าเรายิง AD ไปตรงกลุ่มหรือเปล่า Content ได้เรื่องหรือไม่ โดยค่าเฉลี่ยที่ปานกลางคือ 100 คน ต้องมีคนคลิก 3-10 คน แต่ถ้าCTR ต่ำแต่ Cost per Conversion ดีก็โอเค . 5.CPM คือ ต้นทุนการเก็บเงิน 1000 ครั้ง . 6.CPO คือ ต้นทุนต่อวัตถุประสงค์ . ข้อ 5และ6 โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยสำคัญมากขอข้ามไปละกันเพราะต่อให้มันแพงแต่มันทำเงินได้ก็โอเค ---------------------------------------------------------------- .


Ep.4 Targeting Audience . คือเรื่องกลุ่มเป้าหมายในการยิงโฆษณา คนส่วนมักรู้อยู่แล้วว่าธุรกิจตัวเองนั้นเหมาะกับโลเคชั่นแบบไหน เพศอะไร อายุเท่าไหร่ แต่เรื่องโลกแตกที่หลายคนมักเจอในมือใหม่ คือ 1.ยิงโฆษณาใต้โพส 2.เลือกกลุ่มเป้าหมายไม่เป็น !! . 1.การยิงโฆษณาควรยิงโฆษณาในตัวในตัวจัดการโฆษณา เพราะมีวัตถุประสงให้เลือกเยอะกว่า และกำหนดค่าต่างๆได้ รัดกุมกว่า และอยากได้เป้าหมายอะไรให้เลือกวัตถุประสงค์ตามนั้นเลย . 2.การเลือกกลุ่มเป้าหมาย มือใหม่มักเลือกกลุ่มเป้าหมายผสมกันเช่น อยากได้ลูกค้ารวยก็เลือกคนสนใจรถหรู สนใจกาแฟดัง สนใจแบรนแนม เพราะคิดว่าคนพวกนี้รวยและมีกำลังซื้อ ปรากฏว่า พังงงงงงงงงงงงง!! เพราะมันมั่ว . สิ่งที่คุณต้องเข้าใจคือ ความแม่นของFacebook จะเรียงลำดับตามนี้ . 1.ข้อมูลประชากร เพราะเรากรอกให้มัน มันเลยแม่น . 2.พฤติกรรม เราชอบไปไหนชอบทำอะไร พอจะเช็คได้คร่าวๆเช่น เราอยู่ไหน ชอบเดินทางบ่อยไหม . 3.คือความสนใจ Facebookมันคาดเดาขึ้นมาเอง . เพราะฉะนั้นการเลือกความสนใจที่หลากหลายมันเลยมั่ว แต่สิ่งที่คุณจะต้องเข้าใจเลยคือคำว่า และ กับ หรือ ในการยิงโฆษณา ถ้าเรากำหนดความสนใจ 2 อย่างขึ้นไปจะกลายเป็นคำว่าหรือ . เช่น ขายครีมราคาแพง เราเลือกความ สนใจกระเป๋า กับ สนใจแบรนเนม กับ สนใจเครื่องสำอาง facebook มันจะหาคนที่มีความสนใจ 3 อย่างนี้ ผลที่ได้คือมันจะหาคนที่สนใจกระเป๋า อาจจะไม่ได้สนใจเครื่องอาง เลยทำให้ AD มันมั่ว และไม่แม่น . แต่... ถ้าเราอยากมันแม่นเพราะเราคิดว่าคนที่สนใจกระเป๋ากับสนใจแบรนเนม คือคนรวย เราต้องกดเพิ่มคำว่าและ แล้วใส่เครื่องสำอางลงไป Facebook จะหาที่ทีมีความสนใจ 2 อย่างตามที่บอก และยังต้องสนใจเครื่องสำอางด้วย เราเลยจะได้กลุ่มเป้าหมายที่แม่นขึ้นนั้นเอง . หวังว่าคงเก็ตนะ !!! ------------------------------------------------------------------



Ep.5 Lookalike Audience – Amazing Custom Audience . กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงและการทำ Custom Audience โดยจะขอพูดถึง Custom Audience ก่อน . Custom Audience คือ การสร้างกลุ่มเป้าหมายที่เรากำหนดเองโดยค่าต่างๆนั้นนำมาจากข้อมูลคนที่มีปฏิสัมพันธ์ในเพจเรานั้นเอง ซึ่งในส่วนนี้จะดีมากๆ เพราะมันจะไปเข้าสู่เรื่องของ EP 1 นั้นคือ Customer Purchase Funnel อย่างที่เคยกล่าวไว้ . สมมุติว่าเรามีโปรโมชั่น เราคงไม่ทำโฆษณายิงไปที่คนนอกที่ยังไม่รู้จักสินค้า เพราะยังไงแม่งก็ไม่ซื้อ ... แต่เราต้องยิงไปหาคนที่รู้จักสินค้าเรา หรือสนใจสินค้าเราแล้ว เพราะเค้าจะมีโอกาสซื้อสูง และการทำ Custom Audience คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการทำโฆษณาที่เราเลือก เพื่อ นำข้อเสนอต่างๆ หรือ Content อื่นเพื่อให้เค้ามาเป็นลูกค้าตามหลัก Customer Purchase Funnel . ซึ่งในส่วนนี้สามารถทำ Custom Audience ในตัวจัดการโฆษณาเท่านั้น . และที่สำคัญ Custom Audience ยังสามารถนำมาแปลงค่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจคล้ายคลึงกัน(Lookalike Audience) กับลูกค้าที่เราต้องการเช่น เราเลือกกำหนด Custom Audience เป็น คนเคยทักอินบ็อคมาทำเป็น Lookalike Audience เราก็จะได้กลุ่มเป้าหมาย ที่มีความสนใจคล้ายกับคนที่ทักอินบ็อคเรามานั้นเอง โดยที่เราไม่ต้องไปเสียเวลาหาความสนใจหรือกลุ่มเป้าหมายใหม่ . โดยการทำ Lookalike Audience เค้าจะอิงเป็น % ประชากรตั้ง 1%-10% เช่น 1%ของ 60ล้าน คือ 6แสน และค่ายิ่งน้อยยิ่งแม่นสุด เพราะคนเราจะหาคนที่มีความคล้ายกันมากสุดจะต้องเป็นคนจำนวนที่น้อยสุด เพราะยิ่งเยอะคนความสนใจที่ต่างกัน ย่อมเยอะตาม --------------------------------------------------------------------------- .


EP 6-7. Advanced Ads Manager1-2 . บทนี้จะเข้าสู้เรื่อง AD Manager และการทำ AD ต่างๆ ถ้าใครที่ไม่เคยทำ AD ขอแนะนำว่าให้ไปลองทำก่อนไม่งั้นจะงงมากในข้อนี้ . แต่สำหรับคนที่เคยทำต้องรู้ข้อนี้ . 1.AD manager สามารถสร้างโฆษณาหลายตัว ใน1วัตถุประสงค์ได้ จะทำให้เราไม่ต้องไปเสียเวลายิงโฆษณาทีละอัน . 2.เวลาทำ AD Facebook มีระบบ optimization ในกรณีที่เราเลือกโฆษณาหลายตัวที่ 1 วัตถุประสงค์ Facebook จะเลือก Add ที่ดีที่สุดให้และอัดเงินลงไปในตัวนั้น ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามานั่งคอยปรับเงิน . 3.เวลาเราทำทดสอบ AD ในกรณีที่เรามี โฆษณาเรื่องเดียวกันหลายตัว แต่อยากรู้ว่าอันดีสุด ให้เราสร้างโฆษณา ใน Ad manager เพราะโพสที่ทำจะเป็นโพสที่ไม่อยู่ในเพจ และถ้าโพสไหนดีสุดค่อยกดนำมาเผยแพร่ ไม่งั้นหน้าเพจเราจะบรรเทิงมาก 555+ . 4.เรื่องที่สำคัญมากแต่ทุกคนไม่ค่อยรู้คือเรื่อง Bid Cost หรือเรื่องของการประมูล Facebook ถ้าเราตั้ง Auto มันจะประมาณหาต้นทุนที่ต่ำสุดให้เรา ซึ่งเหมือนจะดีแต่.. . การใส่เงินของเราต้องสัมพันธ์กับจำนวนกลุ่มเป้าหมาย เพราะถ้ากลุ่มเป้าหมายเราน้อย ค่าโฆษณาเราจะแพง เพราะมันเป็นระบบประมูล Facebook จะชอบให้กลุ่มเป้าหมายเยอะค่าการเก็บเงิน ต่อ 1000 Impression ที่บอกไป จะสามารถทำให้Facebook เก็บเงินได้ เพราะ facebook จะเก็บเงินทุก 1000 ครั้ง . ถ้ากลุ่มเป้าหมายเราน้อยและเราใส่เงินน้อย Ad บางครั้งจะไม่ทำงาน ทำให้การทำ Custom Audience ที่กลุ่มเป้าหมายมันแคบลงและน้อยลงส่งผลให้ Ad บางครั้งไม่แสดง เพราะมันเป็นต้นทุนไม่สัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย . เพราะฉะนั้นยิ่งกลุ่มเป้าหมายน้อยคุณมี 2 ทางเลือกคือ ใส่เงินเยอะขึ้นถ้าสวยและรวยมากหรือหล่อรวย ก็จัดไป... แต่ถ้าไม่แนะนำว่าให้เลือกประมูลสูงสุดได้เลย . 5.เมื่อมีลูกค้าซื้อสินค้า เราควรใส่ตัวชำระเงินทุกครั้ง เพราะ Facebook เป็นระบบ Ai มันจะได้จำไว้ว่าคนที่ทักเข้ามา และจ่ายเงินมีข้อมูลความสนใจประมาณไหน มันจะทำให้มันจะลูกค้าของเพจเราได้ ทำให้ยิงโฆษณาต่อไปจะแม่นขึ้น ------------------------------------------------- . ยังไม่จบนะจ๊ะแต่มาส่งการบ้านก่อน ถ้าใครอ่านมีข้อสงสัยหรือข้องใจก็ทักมาได้นะ หึหึ (นักเลงชิบหาย) . ปล.ขำๆนะจ๊ะ เนื้อหามันเครียดไม่อยากให้ซีเรียสมากไป


-------------------------------------------------


ขอบคุณสรุปเนื้อหาจากคุณวิท

ขอบคุณภาพประกอบสวยๆจากคุณแนน

ซึ่งเป็นนักเรียนดีเด่นของคอร์ส Facebook Ads Master 2019 ทั้งคู่

นี่เป็นการสรุปเนื้อหาส่วนหนึ่งเพียงแค่ 7 บทเรียนจากทั้งหมด 20 บทเรียน

ดูรายละเอียดเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ https://www.fbadsmaster.net/courseoutline

4,586 views

©2019 by Facebook Ads Master. Proudly created with Wix.com